หนุนคมนาคมเร่งเสริมแกร่งยุทธศาสตร์โลจิสติกส์อัจฉริยะ
••• ดร.หมิง…ไพโรจน์ ชัยจีระธิกุล
อดีตประธานสหพันธ์การขนส่งทางรถบรรทุกแห่งอาเซียน
“….. เป็นการใช้สมองและข้อมูล ทำให้สิ่งที่มีอยู่แล้วดีขึ้นได้ภายในไม่กี่เดือน และยังเป็นการลงทุนที่ใช้ต้นทุนต่ำ แต่ได้ผลลัพธ์สูง ทำให้ประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวเดินทางง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น ประหยัดเวลาขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ เกิด Startup ธุรกิจใหม่ๆ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ ที่สำคัญจะเป็นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดที่จะแสดงศักยภาพของรัฐบาลนี้…..”
ห้วงระยะเวลา 4 เดือนของ ‘รัฐบาลอนุทิน‘ สำหรับกระทรวงคมนาคม เป็นเวลาที่สั้นมากและถูกมองว่าโครงการส่วนใหญ่ของกระทรวงฯต้องใช้งบประมาณมหาศาลและใช้ระยะเวลานาน จึงไม่สามารถทำอะไรได้มาก
แต่สำหรับ “คนนอก” เล็งเห็นว่า รัฐบาลนี้ได้เปิดโอกาสให้มี “รัฐมนตรีคนนอก” ที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เฉพาะด้านเข้ามาช่วยบริหารประเทศ เป็นการเปิดกว้างให้ “คนนอก” ภาคการเมือง ที่มีอุดมการณ์เข้ามามีบทบาทในการช่วยสนับสนุนให้ประเทศชาติมีความเข้มแข็ง และระยะเวลา 4 เดือนนี้เอง อาจจะเป็นโอกาสทองในการสร้าง ’นโยบาย Quick Big Win’ หรือนโยบายที่สามารถสร้างผลลัพธิ์อย่างยิ่งใหญ่ในระยะเวลาอันสั้น และอาจจุดประกายโครงการพัฒนาประเทศที่ประชาชนเห็นผลได้จริง จากส่วนผสมทางการเมืองที่ลงตัวของรัฐบาลอนุทิน
การคมนาคมขนส่งอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน ต้นทุนและเวลาที่เสียไปในแต่ละวันก็มีส่วนมาจากการเดินทางและคมนาคมขนส่งแทบทั้งสิ้น ดังนั้นการลดรายจ่าย การเพิ่มรายได้ การเพิ่มผลิตภาพ(Productivity) ของการใช้ชีวิตและธุรกิจ ย่อมเกี่ยวกับการวางนโยบาย การบริหารจัดการระบบขนส่งและจราจรที่มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล มีความเป็นอัจฉริยะและมองประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากพอสมควรแล้ว แต่ยังขาด “สมองดิจิทัล” คือศูนย์ควบคุมที่ใช้ข้อมูลเรียลไทม์ วิเคราะห์ สั่งการ และปรับระบบให้ทำงานฉลาดขึ้น หากจะเปรียบเทียบ ถ้า “ถนน-รถไฟ-สนามบิน-ท่าเรือ” คือร่างกายของการคมนาคมแล้ว สมองดิจิทัล ก็คือ ศูนย์ควบคุมและสั่งการที่ใช้ข้อมูลทั้งหมดเพื่อให้ร่างกายนี้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ เราจะต้องเปลี่ยนจากระบบที่รัฐเป็นศูนย์กลาง มาเป็นระบบที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People-centric Policy) อย่างเป็นรูปธรรม
ระบบที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง เริ่มจากความต้องการของประชาชน และใช้ข้อมูลจากประชาชนมาช่วยกำหนดนโยบาย การบริการและการลงทุนของรัฐ ซึ่งหากประเทศไทยไม่ได้พัฒนา ’สมองดิจิทัล’ และระบบที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง เมื่อเทียบกับประเทศชั้นนำอื่นๆ แล้ว ประเทศเราจะค่อยๆ ถูกทิ้งห่างทางเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยี จนยากที่จะตามทันโลกในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เนื่องจากเราจะเป็นเพียงแค่ประเทศที่มีถนนเพิ่มขึ้น แต่ความฉลาดของระบบและผลิตภาพของประชาชนจากการใช้ระบบไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ที่มาของแนวคิดนี้ต้องให้เครติดกับนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาลลุงตู่ (ผนวกกับวิวัฒนาการของ Industry 4.0 สู่ Industry 5.0 และความต้องการในปัจจุบันของประชาชนรวมถึงรัฐบาลที่อยากมีระบบคมนาคมขนส่งที่ดีกว่าเดิม) จนกลายมาเป็นการออกแบบนโยบาย Transport 5.0 หรือข้อเสนอ “คมนาคม 5.0” ถึงรัฐบาลอนุทิน ซึ่งจะเป็นการต่อยอดและอัปเกรดจาก “ระบบดิจิทัล” ไปสู่ “ระบบที่เข้าใจมนุษย์และมีความยั่งยืน”มากขึ้น
หากจะนิยามคมนาคม 1.0 – 5.0 เพื่อให้เห็นวิวัฒนาการนั้น จะสามารถสรุปเบื้องต้นได้ดังต่อไปนี้
ยุค คำอธิบายโดยสังเขป คำสำคัญ ตัวอย่าง
คมนาคม 1.0 เริ่มต้นสร้างถนน ราง ท่าเรือ สนามบิน เพื่อเชื่อมภูมิภาค สร้างถนนให้มีทางไป โครงการทางหลวงสายหลัก ท่าเรือกรุงเทพ สนามบิน
คมนาคม 2.0 ขยายโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อรองรับเศรษฐกิจ สร้างให้เร็ว ขยายให้ทั่ว รถไฟทางคู่ ทางด่วน รถไฟฟ้าในเมืองใหญ่
คมนาคม 3.0 เริ่มใช้เทคโนโลยี เช่น CCTV, GPS, e-Toll แต่ยังไม่เชื่อมข้อมูล เริ่มใช้เทคโนโลยี แต่ยังไม่บูรณาการ ศูนย์ควบคุมจราจร, ระบบ Easy Pass, Tracking รถบรรทุก
คมนาคม 4.0 ยุคดิจิทัล เปิดข้อมูล (Open Data) เชื่อมระบบเดินทางไร้รอยต่อ ขนส่งดิจิทัล เชื่อมต่อไร้รอยต่อ ระบบตั๋วร่วม, Mobility-as-a-Service (MaaS)
คมนาคม 5.0 ใช้ AI และ Big Data วิเคราะห์จราจรแบบเรียลไทม์ ปรับระบบอัตโนมัติ เน้นความปลอดภัยและความสุขของประชาชน มีความสามารถรองรับสถานการณ์วิกฤต (Resilience) และมีความยั่งยืน (Sustainability) ขนส่งที่เข้าใจคน ฉลาด ยั่งยืน และเท่าเทียม Digital Address, Traffy Fondue, Data Analytics, Journey Planner Thailand, Smart Traffic
คมนาคม 5.0 เป็นการใช้เทคโนโลยี โดยใส่สมองให้ระบบที่มีอยู่ และไม่ต้องสร้างทางกายภาพเพิ่มมากมาย แต่ทำให้สิ่งที่มีทำงานอย่างฉลาดมากขึ้น เชื่อมโยงบูรณาการกันมากขึ้น อย่างไรก็ตามคมนาคม 5.0 ก็ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือเรื่องคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน รัฐต้องปรับตัวเข้ากับประชาชนมากขึ้น โดยการที่จะเป็นคมนาคม 5.0 ได้ก็จะต้องพัฒนารากฐานที่ดีมาจากคมนาคม 1.0-4.0 นั่นคือ การยกระดับและบูรณาการทุกยุคเข้าด้วยกัน เพราะคมนาคม 1.0-4.0 คือ ร่างกายของระบบ ส่วนคมนาคม 5.0 คือ สมองของระบบนั่นเอง โดยคมนาคม 5.0 จะสามารถเป็นนโยบาย Quick Big Win ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากไม่ได้เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ระยะเวลาหลายปีในการสร้าง แต่เป็นการใช้สมองและข้อมูล ทำให้สิ่งที่มีอยู่แล้วดีขึ้นได้ภายในไม่กี่เดือน และยังเป็นการลงทุนที่ใช้ต้นทุนต่ำ แต่ได้ผลลัพธ์สูง ทำให้ประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวเดินทางง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น ประหยัดเวลาขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ เกิด Startup ธุรกิจใหม่ๆ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ ที่สำคัญจะเป็นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดที่จะแสดงศักยภาพของรัฐบาลอนุทินและอาจมีผลต่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
แล้วจะทำให้นโยบาย “คมนาคม 5.0” เป็นรูปธรรมได้อย่างไร? คงต้องเริ่มต้นจากการที่ผู้บริหารกระทรวงและรัฐบาลเปิดใจที่จะยอมรับสิ่งใหม่ๆ ยอมรับการมีคณะทำงาน คณะผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษาที่เป็น “คนนอก” ภาคการเมือง เข้ามามีบทบาทช่วยสนับสนุนการทำงาน การวางรากฐานที่สำคัญในการพัฒนา การบูรณาการระหว่างกระทรวงและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมี Roadmap และแผนการขับเคลื่อนคมนาคม 5.0 ที่สามารถปฏิบัติได้จริง ซึ่งหากผู้บริหารกระทรวงเห็นความสำคัญของนโยบายดังกล่าว สิ่งเหล่านี้ก็คงไม่เกินความคาดหมาย ถ้าทำได้จริง คนไทยก็คงมีความหวังกับ 4 เดือนนี้ ไม่ใช่เพียงแต่ตั้งรัฐบาลมาเพื่อยุบสภา แต่ 4 เดือนนี้อาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยในหลายมิติ การเปลี่ยนผ่านจากคมนาคมแบบเดิม สู่ระบบอัจฉริยะที่ “ฉลาด เข้าใจคน และเหมาะสำหรับการเดินทางของทุกคน” เพื่อให้ 4 เดือนนี้ เป็น 4 เดือนที่ “มีคุณค่าสำหรับประชาชนคนไทย และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติอย่างแท้จริง”
ทั้งนี้ ดร.ไพโรจน์ ชัยจีระธิกุล จบการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาโลจิสติกส์ จาก Imperial College London ประเทศอังกฤษ และจบหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรสำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต รุ่นที่ 2 (วปอ.บอ.2) จากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) มีประสบการณ์ด้านการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์มากกว่า 10 ปี เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย และอดีตประธานสหพันธ์การขนส่งทางรถบรรทุกแห่งอาเซียน ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา, อุปนายกสมาคมโลจิสติกส์และขนส่งภาคใต้ และได้รับเชิญเป็นวิทยากรในประเด็นด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ยุคดิจิทัลในหลากหลายเวที











