“เอเอ็มอาร์เอเซีย-บีทีเอส” เล็งประมูลเดินรถบีอาร์ทีภูเก็ต

ครม.สั่งลดโครงการรถไฟฟ้าภูเก็ตจากระบบแทรมเป็นรถเมล์บีอาร์ที ล่าสุดส่อแววประมูลดุเดือด กลุ่ม “เอเอ็มอาร์เอเซีย” เห็นโอกาสลงทุนเล็งผนึกกลุ่ม “โชคนำชัย” เร่งเตรียมความพร้อมแข่งประมูลทันที ด้านบีทีเอสเผยร่วมประมูลแน่ ยันลุยเดี่ยว จับตาภูเก็ตพัฒนาเมืองลงขันร่วมทุนสู้ประมูล ส่วนกลุ่ม ช.ทวีเผยพร้อมร่วมทุนภูเก็ต

นายมารุต ศิริโก กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเอ็มอาร์เอเซีย จำกัด เปิดเผยว่า ตามที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รายงานความคืบหน้าผลการดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้ารางเบา (แทรม) จ.ภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงท่าอากาศยานนานาชาติ-ห้าแยกฉลอง ระยะทาง 41.7 กิโลเมตร วงเงินประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่ จ.ภูเก็ตไปเมื่อเร็วๆนี้ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานรับทราบ

ล่าสุดนั้นมีความคืบหน้าเมื่อครม. ได้มอบให้รฟม. กลับไปพิจารณาปรับรูปแบบระบบการเดินรถ เพื่อลดต้นทุนค่าก่อสร้าง เนื่องจากพบว่าหลายเมืองใหญ่ๆ ในต่างประเทศปัจจุบันปรับมาใช้เป็นรถเมล์ไฟฟ้า (EV) ล้อยางหรือระบบบีอาร์ที(BRT) กันแล้ว เพราะช่วยประหยัดค่าก่อสร้างได้กว่า 1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากไม่ต้องติดตั้งระบบราง และระบบอาณัติสัญญาณ อีกทั้งยังเกิดประโยชน์กับประชาชน เพราะค่าโดยสารจะถูกลงด้วยนั้น

ดังนั้นเอเอ็มอาร์เอเซียจึงได้หารือร่วมกับกลุ่มโชคนำชัยโดยบริษัทโชคนำชัย ไฮ-เทค เพรสซิ่ง จำกัด ที่ได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือกันไปเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมาเพื่อพัฒนาโครงการระบบตัวรถไฟฟ้าขนาดรองเพื่อร่วมกันเข้าเสนอประมูลแข่งขันโครงการดังกล่าว เนื่องจากเล็งเห็นว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงมากในการแข่งขัน และเพื่อเริ่มต้นโครงการนี้โดยใช้กระบวนการผลิตระบบตัวรถขึ้นในประเทศไทย 100%

“ระบบแมสทรานซิสของเมืองที่ดีจะต้องไม่เป็นภาระของเมือง ถ้าทำให้เมืองเดือดร้อน ใช้เงินมาสนับสนุนหรือชดเชยจำนวนมาก ถือว่าเป็นการพัฒนาไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้หวังที่จะสร้างกำไรมหาศาล แต่มีโจทย์ว่าทำอย่างไรให้เหมาะสม ณ เวลานั้นๆ เบื้องต้นมีความสนใจตั้งแต่ทราบว่ารัฐมีแนวคิดพัฒนาระบบแทรมเข้าไปในเมืองภูเก็ต ซึ่งเห็นว่าไม่น่าจะเหมาะสมในช่วงปัจจุบัน น่าจะใช้รถบีอาร์ทีนำร่องไปก่อนจนกว่าผู้โดยสารหนาแน่นจึงจะเปลี่ยนระบบจากบีอาร์ทีไปเป็นแทรม จึงเห็นว่าน่าสนใจเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลเสนอให้เปลี่ยนมาเป็นระบบบีอาร์ที ทั้งนี้จะหารือกับกลุ่มโชคนำชัยอย่างจริงจังเพื่อบริหารโครงการและจัดการเดินรถร่วมกัน พร้อมรับฟังแนวคิดของทั้งสองฝ่ายให้ชัดเจนต่อการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป”

ด้านนายนำชัย สกุลฎ์โชคนำชัย ประธานกลุ่มบริษัทโชคนำชัย กล่าวว่า ขอดูรายละเอียดข้อมูลจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ให้ชัดเจนก่อน แต่ยืนยันว่าจะเข้าร่วมประมูลด้วยอย่างแน่นอน วันนี้คนไทยและประเทศไทยปริมาณงานยังน้อย ยังพบว่าการลงทุนสูงกว่า 1.5 ล้านล้านบาทในวงการระบบราง แต่กลับจะไปซื้อของหรือนำเข้าจากต่างประเทศ อยากให้เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่า การลงทุนจะต้องซื้อจากภายในประเทศเท่านั้น ไม่อยากเห็นการซื้อจากต่างประเทศทั้งหมด

“สำหรับความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบรางในนามไทยทีมเรลเวย์กับบริษัทเอเอ็มอาร์เอเซีย จำกัด ในครั้งนี้แม้จะเป็นแนวทางระบบราง แต่ก็สามารถปรับไปเป็นแนวร่วมในการรุกรถบีอาร์ทีที่ภูเก็ตหรืออีกหลายเมืองที่รัฐบาลอยู่ระหว่างการเร่งผลักดันแทนระบบแทรมหรือรถไฟฟ้าได้ วันนี้นับว่าเป็นความร่วมมือที่ดีที่ได้ร่วมกับบริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซียพัฒนาระบบรางในนามไทยทีมเรลเวย์ ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่ระบบรถไฟฟ้า และบีอาร์ทีได้เลย ให้คนไทยได้มีงานทำ สร้างงานสร้างรายได้ให้ประเทศไทย”

ด้านกลุ่มบีทีเอสเริ่มขยับเตรียมความพร้อมทันทีเนื่องจากมีประสบการณ์บริหารจัดการโครงการรถเมล์บีอาร์ทีในเขตกรุงเทพมหานครมานาน ซึ่งเรื่องนี้นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สนใจแต่ยังขอดูรายละเอียดที่ชัดเจนของโครงการนี้อีกครั้งก่อน ยืนยันพร้อมจะลงทุนเองทั้งระบบ มีความพร้อมและมีประสบการณ์อย่างเต็มที่

“ยืนยันมีความสนใจซึ่งโครงการนี้เมื่อครั้งมีแผนพัฒนาให้เป็นระบบแทรมเคยได้คอมเมนต์ให้ไปถึงจุดหมายที่มีความต้องการของประชาชนจริงๆ ทั้งในเมืองและจุดอื่นๆ ดังนั้นเมื่อปรับมาเป็นระบบบีอาร์ทีจึงน่าจะขยายโครงข่ายได้ยาวและหลายเส้นทางมากขึ้น”

ด้านนายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ช.ทวี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มีความสนใจโครงการนี้ และบริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตรถบีอาร์ทีให้บริการ ส่วนรูปแบบการเข้าร่วมประมูลนั้นขอศึกษารายละเอียดให้ชัดเจนก่อน แต่ในเบื้องต้นนั้นพร้อมร่วมทุนกับทุนในพื้นที่ภูเก็ตให้บริการและบริหารจัดการโครงการนี้