ผู้ว่ารฟม.ย้ำ!!!เดินหน้าประมูลสายสีส้มรอบใหม่

ผู้ว่ารฟม. เปิดแถลงความคืบหน้าผลการดำเนินคดีเกี่ยวกับการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) หลังศาลปกครองมีความคืบหน้าเพิ่มเติม ย้ำชัด!!!เดินหน้าเปิดประมูลรอบใหม่ ฟากบีทีเอสมีลุ้นศาลพิจารณาคดีทุจริตที่เหลือ

นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า รฟม.แถลงคืบหน้าการดำเนินคดีเกี่ยวกับการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ดังนี้

วันนี้ (1 กันยายน 2564) ในคดีหมายเลขดำที่ 580/2564 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีในข้อหาที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าการกระทำของคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 และ รฟม. เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอห้ามมิให้คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 และ รฟม. กระทำการหรือดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคัดเลือกเอกชนในโครงการพิพาทครั้งใหม่

โดยมีเหตุผลว่า การดำเนินการคัดเลือกเอกชนเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายปกครองตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ศาลปกครองไม่อาจมีคำสั่งกำหนดคำบังคับตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ให้คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 และ รฟม. กระทำการหรืองดเว้นกระทำการที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นได้

ส่วนประเด็นเรื่องความคืบหน้าการฟ้องคดีทั้งหมดเกี่ยวกับการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) สรุปได้ว่า ปัจจุบันมีการฟ้องคดีรวมจำนวน 3 คดี แบ่งเป็นคดีที่อยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองกลาง จำนวน 2 คดี ได้แก่ คดีหมายเลขดำที่ 2280/2563 และคดีหมายเลขดำที่ 580/2564 และเป็นคดีที่อยู่ในระหว่างการไต่สวนมูลฟ้องของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จำนวน 1 คดี คือ คดีหมายเลขดำที่ อท.30/2564

คดีหมายเลขดำที่ 2280/2563 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองกลางที่จำหน่ายคดีในข้อหาที่ฟ้องขอให้เพิกถอนหลักเกณฑ์ร่วมลงทุนที่แก้ไขเพิ่มเติม ดังนั้นจึงไม่มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับการเพิกถอนหลักเกณฑ์อยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองอีกต่อไป

คดีหมายเลขดำที่ 580/2564 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำฟ้องข้อหาเกี่ยวกับการการกระทำละเมิด และคำขอห้ามมิให้คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 และ รฟม. กระทำการหรือดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคัดเลือกเอกชนในโครงการพิพาทครั้งใหม่ ไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลว่าการดำเนินการคัดเลือกเอกชนเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 และ รฟม. ตามกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนในครั้งใหม่อีกต่อไป

คดีหมายเลขดำที่ อท.30/2564 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางยังอยู่ในระหว่างไต่สวนมูลฟ้องยังไม่ได้รับฟ้องคดีดังกล่าวไว้พิจารณาแต่อย่างใด

“ประเด็นห้ามมีการคัดเลือกใหม่ข้อหานี้คดีถึงที่สุดแล้ว และขอยืนยันย้อนหลังไปถึงคดีที่เหลือกรณีมีเอกชนรายหนึ่งฟ้องคดีกับรฟม.ในขณะนี้ที่ฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางยังอยู่ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง และคดีที่เอกชนรายหนึ่งฟ้องละเมิดค่าเสียหายจำนวน 5 แสนบาท และขอให้รฟม.ยกเลิกการคัดเลือก จึงไม่จำเป็นต้องรอที่จะเปิดคัดเลือกครั้งใหม่ ล่าสุดกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณารายชื่อผู้สังเกตการณ์ตามแนวทางข้อตกลงคุณธรรมให้รฟม. ส่วนเกณฑ์การพิจารณารอบใหม่เป็นอย่างไรนั้นคณะกรรมการตามมาตรา 36 จะเป็นผู้พิจารณาตนไม่สามารถชี้นำได้ บางเรื่องเป็นหน้าที่ส่วนอัยการจะช่วยดำเนินการให้ ดังนั้นเมื่อศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดชี้ชัดแล้วจึงไม่กระทบต่อการเปิดคัดเลือกครั้งใหม่”

ผู้ว่ารฟม.กล่าวต่อว่า เมื่อคดีความต่างๆสิ้นสุดลงรฟม.มีแผนเสนอร่างเอกสารประกาศเชิญชวนให้คณะกรรมการตามมาตรา 36 พิจารณา คาดว่าจะใช้ระยะเวลาประชุม 2-3 ครั้งในเดือนก.ย.-ต.ค.นี้ และน่าจะเปิดขายเอกสารเชิญชวนได้ในช่วง ต.ค.นี้ ให้ระยะเวลาเอกชนจัดทำข้อเสนอประมาณ 90 วัน และยื่นข้อเสนอในเดือนม.ค. 2565 ใช้ระยะเวลาประเมินข้อเสนอ เจรจาต่อรองกับเอกชนที่ยื่นข้อเสนอเป็นประโยชน์กับรฟม.มากที่สุดประมาณ 3 เดือน คาดว่าน่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อเห็นชอบผลการคัดเลือกได้ในช่วงประมาณ เม.ย.2565

“กำหนดระยะเวลาเปิดเดินรถถ้าสามารถเสนอผลการคัดเลือกให้ครม.เห็นชอบได้ในเดือนเม.ย.2565 จะเปิดเดินรถช่วงตะวันออกได้ช่วงต้นปี 2568 และเปิดครบทั้งเส้นทางในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2570 ซึ่งรฟม.จะพยายามเจรจากับเอกชนที่ชนะการคัดเลือกให้ลดระยะเวลาดำเนินงานในการส่วนต่างๆให้สั้นที่สุดต่อไป”

ด้านนายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยัง ยู่ระหว่างรอศาลพิจารณาอีก 3 คดี คือ 1.คดีความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มของศาลปกครองกลาง 2.คดีที่รฟม.และคณะกรรมการมาตรา 36 ยกเลิกการประกวดราคาโดยมิชอบ ขิงศาลปกครองกลาง และ 3.คดีฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 165 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ที่รอนัดไต่สวนของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางภายในเดือนกันยายนนี้

“เป็นสิทธิ์ถ้ารฟม.จะเดินหน้าต่อก็สามารถกระทำได้ ทราบว่ามีการจัดรับฟังความเห็นไปบ้างแล้ว เหลือแต่รอประกาศร่างและประกาศขายทีโออาร์เท่านั้น แต่ก็พบว่ามีการหยุดดำเนินการ ปัจจุบันกระบวนการบางอย่างจึงยังรอศาลพิจารณา ซึ่งคดีทุจริตมีจำนวน 2 เรื่อง จับตากรณีที่เปลี่ยนทีโออาร์หากผลการพิจารณาออกมาแล้วมีผลกระทบต่อคณะกรรมการก็จะกระทบต่อโครงการ อาจต้องหยุดปฏิบัติการ ดังนั้นขณะนี้ยังต้องรอการตัดสินของศาลให้ชัดเจนก่อน”

ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) มีแนวเส้นทางเชื่อมระหว่างกรุงเทพมหานครทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ระยะทาง 35.9 กิโลเมตร แบ่งเป็นส่วนตะวันออก (ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์)) ระยะทาง 22.5 กิโลเมตร จำนวน 17 สถานี (สถานีใต้ดิน 10 สถานี และสถานียกระดับ 7 สถานี) และส่วนตะวันตก (ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) ระยะทาง 13.4 กิโลเมตร จำนวน 11 สถานี (สถานีใต้ดินตลอดสาย)