รฟท.เร่งใช้งบหมื่นล้าน จ่ายเวนคืนสร้างรถไฟเด่นชัย-เชียงของ

แม้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการประมูลโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ 2 โครงการที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต้องการให้มีการตรวจสอบตามที่มีการร้องเรียนนั้นจะได้เรียกการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เข้าชี้แจงไปแล้ว 3 ครั้งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำตอบออกมาซึ่งแน่นอนว่าจะมีการรายงานผลการประชุมไปยังนายกรัฐมนตรีให้พิจารณาสั่งการขั้นต่อไป ส่วนจะได้เดินหน้าต่อหรือต้องเปิดประมูลใหม่นั้น ยังมีลุ้น!!!

ปัจจุบันโครงการนี้อยู่ระหว่างการเร่งสำรวจพื้นที่เวนคืน ซึ่งความคืบหน้านั้นตามข้อมูลที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ให้ข้อมูลกับประชาชนทั้ง 4 จังหวัดเกี่ยวกับการเวนคืนโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ ช่วงเด่นชัย-พะเยา-เชียงราย-เชียงของ ระบุว่า แนวทางปฏิบัตินั้นรฟท.จะเวนคืนเฉพาะที่ดินของภาคเอกชน ส่วนที่ดินของรัฐจะเป็นการขอใช้พื้นที่มาดำเนินการ

คาดส่งมอบพื้นที่ให้ได้ในกลางปี 65

ปัจจุบันกระบวนการเวนคืนอยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่สำรวจ และกำหนดค่าทดแทน การสำรวจใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน จากนั้นจะกำหนดค่าทดแทน แล้วเข้าสู่กระบวนการรังวัดที่ดิน ปิดท้ายด้วยการทำสัญญา และเข้าครอบครอง ดังนั้นต้นปี 2565 จะได้เห็นภาพชัดเจนต่อกรณีการเวนคืน ซึ่งบางขั้นตอนสามารถปฏิบัติคู่ขนานกันไป รฟท.จึงเร่งส่งมอบพื้นที่ให้ได้ในช่วงกลางปี 2565 เพื่อให้ผู้รับจ้างเข้าพื้นที่ก่อสร้างช่วงปลายปี 2565 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ในส่วนงบประมาณการเวนคืนจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไปนั้นขณะนี้สำนักงบประมาณให้มาแล้วบางส่วนจากทั้งสิ้นกว่า 1 หมื่นล้านบาท มีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะต้องเวนคืนจำนวน 7,035 แปลง หรือจำนวน 9,661 ไร่ โดยรฟท. จะต้องเบิกเงินออกมาใช้ให้เสร็จสิ้นในวันที่ 30 กันยายน 2565 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปีงบประมาณดังกล่าว

จากการรับฟังข้อมูลพบว่าพื้นที่เอกชนส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่แนวราบหากสามารถส่งมอบได้เร็วก็จะสามารถเข้าพื้นที่ก่อสร้างได้เร็ว ส่วนพื้นที่ของรัฐจะเป็นภูเขา ป่าไม้ ภูเขาส่วนใหญ่จะอยู่แนวจังหวัดแพร่ พะเยาและเชียงราย ซึ่งช่วงปากอุโมงค์จะเป็นพื้นที่รัฐคือกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชจะใช้บริเวณมากเนื่องจากใช้กองหิน ดินที่ขุดออกมาจากอุโมงค์ จึงควรต้องเร่งดำเนินการก่อน

เสนอขอใช้ที่ดินรัฐเพื่อให้พร้อมขุดเจาะอุโมงค์

ในส่วนงานเจาะอุโมงค์ 4 จุดและงานสร้างสะพานยกระดับช่วงผ่านพื้นที่หุบเขา เหวลึก การตัดผ่านหุบเขาต่างๆซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาขออนุญาตและก่อสร้างนาน รฟท. ได้ข้อมูลหลายส่วนพร้อมยื่นขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปบ้างแล้ว

ประการสำคัญตัวเครื่องจักรที่นำเข้าไปในอุโมงค์ ปริมาณหินและดินที่จะต้องขนออกมาแล้วไปกองไว้ที่นอกจุดการขุดจะต้องผ่านพื้นที่หลายจุด ดังนั้นจึงต้องเร่งเวนคืนเพื่อส่งมอบพื้นที่ให้ผู้รับเหมาเข้าไปดำเนินการได้อย่างเต็มที่ สะดวก รวดเร็วในการดำเนินงาน เนื่องจากเศษดิน หิน มีปริมาณมากโดยเฉพาะจุดที่ขุดเจาะอุโมงค์ทั้ง 4 จุด

สำหรับดิน หิน ที่คุณภาพยังใช้ได้ดีรฟท.ยังสามารถนำมาใช้เป็นวัสดุในการถมคืนพื้นที่ระยะต่อมาได้อีกด้วยโดยไม่ต้องไปจัดหาใหม่ให้เสียงบประมาณอีก ประการสำคัญแต่ละหน่วยในฐานะเจ้าของพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นกรมป่าไม้ กรมทางหลวง กรมชลประทาน ฯลฯ ล้วนมีวิธีการและแนวทางปฏิบัติที่แตกต่างกันไปในการขออนุญาตใช้พื้นที่ต่างๆ

สค.-ธค.เร่งปักหลัก-สำรวจ-รังวัดแยกแปลง

นายปัฐตพงศ์ บุญแก้ว วิศวกรกำกับการกองควบคุมงานวิศวกรรมโยธาและสถาปัตยกรรม 1 ฝ่ายโครงการพิเศษและก่อสร้าง ให้รายละเอียดว่า กระบวนการด้านเวนคืนนั้น งานสำรวจ/ปักหลักเวนคืนกำหนดไว้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน 2564 พร้อมกับงานสำรวจรายละเอียดที่ดินที่ถูกเวนคืน ส่วนงานรังวัดแบ่งแยกแปลงที่ดินจะเริ่มเดือนตุลาคม 2564 เป็นต้นไป งานสำรวจรายละเอียดสิ่งปลูกสร้างเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน-ธันวาคม 2564 พร้อมกับงานสำรวจรายละเอียดต้นไม้

ต่อจากนั้นในเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2564 จะเป็นการจัดทำหลักเกณฑ์การกำหนดราคาค่าตอบแทน ต่อเนื่องกับงานประมาณการค่าตอบแทนไปจนถึงเดือนมกราคม 2565 หลังจากนั้นเมื่อได้รายละเอียดต่างๆครบถ้วนจึงจะนำเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 เป็นต้นไป โดยคาดว่าจะสามารถทำสัญญาได้ภายในเดือนเมษายน 2565 เริ่มจ่ายค่าทดแทนให้ผู้ถูกเวนคืนได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 พร้อมกับเริ่มเข้าพื้นที่รื้อถอนและการส่งมอบพื้นที่ควบคู่กันไป

นอกจากนั้นคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฏร จะลงพื้นที่ในวันที่ 23 กันยายนนี้เพื่อสอบถามรายละเอียดตามข้อร้องเรียนที่ดินเกี่ยวกับพื้นที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.) อีกทั้งคณะกรรมการจัดประกวดราคายังเตรียมนำเสนอเข้าสู่การประชุมเพื่อพิจารณาของคณะกรรมการ(บอร์ด) รฟท.ในวันที่ 29 กันยายนนี้ในการพิจารณาผลการประกวดราคาเพื่ออนุมัติสั่งจากจากบอร์ดรฟท. ส่วนกรณีผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการประมูลโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ 2 โครงการที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีสั่งดำเนินการตามที่มีการร้องเรียนนั้นกระบวนการประกวดราคายังต้องรอผลการพิจารณาซึ่งกระบวนการขณะนีรฟท. สามารถปฏิบัติการควบคู่กันไปได้ หลังจากที่ได้ข้อสรุปครบถ้วนทั้งหมดแล้วจึงนำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ดำเนินการในท้ายที่สุดต่อไป

ทั้งนี้จากข้อมูลโครงการในการนำเสนอต่อประชาชนเพื่อรับฟังความเห็นระบุว่าเมื่อปี 2563 พบว่ามีจำนวนแปลงที่ดิน/เนื้อที่ที่ถูกเวนคืนรวม 8,137 แปลง รวมเนื้อที่ถูกเวนคืน 11,665 ไร่ (เป็นพื้นที่ป่า 1,338 ไร่) จำแนกรายจังหวัดดังนี้คือ จ.แพร่ จำนวน 2,761 แปลง เนื้อที่ 2,680 ไร่ (เป็นพื้นที่ป่า 325 ไร่) จัดเป็นที่ดินมีเอกสารสิทธิ์ 2,592 แปลง ที่สปก. (ดูแลโดยปฏิรูปที่ดินจังหวัด) 42 แปลง ที่ ท.ค.(ครอบครอง รอการสอบสวนสิทธิ์) 103 แปลง ที่ น.ส.ล.หรือที่ดินของหลวง (ดูแลโดยธนารักษ์จังหวัด) 3 แปลง ที่สาธารณประโยชน์(ดูแลโดยกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น) 20 แปลง ป่าไม้(ดูแลโดยป่าไม้จังหวัด) 1 แปลง จ.ลำปาง 389 แปลง เนื้อที่ 1,991 ไร่ (เป็นพื้นที่ป่า 894 ไร่) มีที่ดินเอกสารสิทธิ์ 272 แปลง ที่สปก. 80 แปลงที่ ท.ค. 31 แปลง ที่น.ส.ล. 4 แปลง ป่าไม้ 2 แปลง จ.พะเยา 1,815 แปลง เนื้อที่ 1,716 ไร่ มีที่ดินเอกสารสิทธิ์ 1,648 แปลง สปก. 137 แปลง ที่ ท.ค. 19 แปลง น.ส.ล. 5 แปลง ที่สาธารณประโยชน์ 5 แปลง ป่าไม้ 1 แปลง และ จ.เชียงราย 3,172 แปลง เนื้อที่ 5,278 ไร่ (เป็นพื้นที่ป่า 119 ไร่) มีที่ดินเอกสารสิทธิ์ 2,466 แปลง สปก. 536 แปลง ที่ ท.ค. 164 แปลง น.ส.ล. 2 แปลง สาธารณประโยชน์ 2 แปลง และป่าไม้ 2 แปลง

นอกจากนั้นข้อมูลของรฟท.ยังระบุอีกว่ามีข้อมูลการเวนคืนสิ่งปลูกสร้างรวม 1,679 หลัง จำนวนไม้ยืนต้นรวม 4,773 แปลง ดังนี้ คือ ใน จ.แพร่ จำนวนสิ่งปลูกสร้าง 254 หลัง จำนวนไม้ยืนต้น 1,036 แปลง จ.ลำปาง สิ่งปลูกสร้าง 162 หลัง ไม้ยืนต้น 363 แปลง จ.พะเยา สิ่งปลูกสร้าง 472 หลัง ไม้ยืนต้น 1,255 แปลง และจ.เชียงราย สิ่งปลูกสร้าง 791 หลัง ไม้ยืนต้น 2,119 แปลง

ทยอยประชุมชี้แจงเรื่องเวนคืนแก่ 4 จังหวัด

โดยเส้นทางช่วงที่ผ่านจ.แพร่ ได้ดำเนินการประชุมชี้แจงผู้ได้รับผลกระทบไปเรียบร้อยแล้วทั้งระดับตำบลและหมู่บ้านผ่านระบบออนไลน์และออฟไลน์ โดยภาพรวม จ.แพร่ มีจำนวนแปลงที่ดินถูกเวนคืนประมาณ 2,761 แปลง คือ เขต อ.เด่นชัย ที่ดิน 259 แปลง อ.สูงเม่น 750 แปลง อ.เมืองแพร่ 774 แปลง อ.หนองม่วงไข่ 136 แปลง และอ.สอง 842 แปลง

ส่วนจำนวนสิ่งปลูกสร้าง / แปลงไม้ยืนต้นที่ถูกเวนคืนในจ.แพร่ มีจำนวนสิ่งปลูกสร้างรวม 254 หลัง และจำนวนไม้ยืนต้น 1,036 แปลง จำแนกเป็นแต่ละอำเภอดังนี้ อ.เด่นชัย มีจำนวนสิ่งปลูกสร้าง 37 หลัง จำนวนไม้ยืนต้น 120 แปลง อ.สูงเม่น สิ่งปลูกสร้าง 81 หลัง ไม้ยืนต้น 279 แปลง อ.เมืองแพร่ สิ่งปลูกสร้าง 88 หลัง ไม้ยืนต้น 319 แปลง อ.หนองม่วงไข่ สิ่งปลูกสร้าง 16 หลัง ไม้ยืนต้น 40 แปลง และอ.สอง สิ่งปลูกสร้าง 32 หลัง ไม้ยืนต้น 278 แปลง

สำหรับแนวเส้นทางผ่าน จ.ลำปาง ซึ่งพื้นที่เวนคืนจะอยู่ในเขต อ.งาว มีจำนวนสิ่งปลูกสร้าง 162 หลัง ไม้ยืนต้น 363 แปลง โดยมีจำนวนแปลงที่ดินทั้งที่มีโฉนดและอื่นๆรวม 389 แปลง

ในส่วนการเวนคืนในพื้นที่จ.พะเยา มีสิ่งปลูกสร้างรวม 472 หลัง ไม้ยืนต้น 1,255 แปลง จำแนกเป็น อ.เมืองพะเยา สิ่งปลูกสร้าง 304 หลัง ไม้ยืนต้น 520 แปลง อ.ดอกคำใต้ สิ่งปลูกสร้าง 123 หลัง ไม้ยืนต้น 254 แปลง อ.ภูกามยาว สิ่งปลูกสร้าง 45 หลัง ไม้ยืนต้น 481 แปลง

แนวเส้นทางในพื้นที่จ.เชียงราย พบว่ามีแปลงที่ดินที่ถูกเวนคืน ทั้งที่ดินมีโฉนดและรูปแบบอื่นๆรวม 3,172 แปลง จำแนกเป็นเขต อ.เทิง 60 แปลง อ.ป่าแดด 469 แปลง อ.เมืองเชียงราย 652 แปลง อ.เวียงชัย 472 แปลง อ.เวียงเชียงรุ้ง 695 แปลง อ.ดอยหลวง 66 แปลง อ.เชียงแสน 25 แปลง และอ.เชียงของ 733 แปลง

โดยจะมีการเวนคืนสิ่งปลูกสร้างจำนวนรวม 1,679 หลัง ไม้ยืนต้นจำนวน 4,773 แปลง จำแนกรายละเอียดได้ดังนี้ อ.เทิง สิ่งปลูกสร้าง 7 หลัง ไม้ยืนต้น 43 แปลง อ.ป่าแดด สิ่งปลูกสร้าง 179 หลัง ไม้ยืนต้น 272 แปลง อ.เมืองเชียงราย 85 หลัง ไม้ยืนต้น 498 แปลง อ.เวียงชัย สิ่งปลูกสร้าง 82 หลัง ไม้ยืนต้น 312 แปลง อ.เวียงเชียงรุ้ง สิ่งปลูกสร้าง 331 หลัง ไม้ยืนต้น 501 แปลง อ.ดอยหลวงสิ่งปลูกสร้างไม่มี มีเพียงไม้ยืนต้น 50 แปลง อ.เชียงแสน สิ่งปลูกสร้าง 7 หลัง ไม้ยืนต้น 15 แปลง และอ.เชียงของ สิ่งปลูกสร้าง 100 หลัง ไม้ยืนต้น 428 แปลง