รถไฟทางคู่ “เด่นชัย-เชียงของ” มองผลกระทบทางบวกที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่

นับเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐบาลเร่งลงทุนในพื้นที่ภาคเหนือสำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงเด่นชัย-พะเยา-เชียงราย-เชียงของ ด้วยวงเงินลงทุนสูงมากถึง 85,345 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 9 หมื่นล้านบาทหรือ 1 แสนล้านบาทหากยังล่าช้าไม่คืบหน้าหลังจากที่ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนรอคอยรถไฟทางคู่เส้นทางสายนี้มากว่า 50 ปี

ทั้งนี้ตามผลการศึกษาจะพบว่าปริมาณผู้โดยสารในปี 2566 จำนวน 5,614 คนต่อวัน เพิ่มเป็น 9,816 คนต่อวันในปี 2595 ให้อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ(EIRR) 12.09% มูลค่าปัจจุบันสุทธิ(NPV) 293.62 ล้านบาท อัตราส่วนผลตอบแทนต่อการลงทุน (B/C Ratio) 1.01 และผลกระทบเชิงบวกที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่หากมองด้านเศรษฐกิจโดยรวมพบว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวเศรษฐกิจในภูมิภาคและเศรษฐกิจของจังหวัดตามเส้นทางก่อสร้าง

นอกจากนั้นยังก่อให้เกิดการจ้างงาน การซื้อ-ขายวัสดุก่อสร้าง การเข้าพักโรงแรม/ที่พักอาศัย การใช้บริการร้านอาหาร และการซื้อขายสินค้าอุปโภค-บริโภคในท้องถิ่นระหว่างการก่อสร้างและเปิดให้บริการ

ด้านอุตสาหกรรมการผลิตจะได้รับผลดีจากเส้นทางการขนส่งขาไป(เชียงของ-เด่นชัย) ด้านการกระจายวัตถุดิบการผลิตจากจังหวัดภาคเหนือสู่อุตสาหกรรมผลิตที่ตั้งอยู่ภาคกลาง ส่วนขากลับ(เด่นชัย-เชียงของ) ผู้ผลิตภาคกลางจะได้รับประโยชน์จากการขนส่งสินค้าที่ถูกลงในการเข้าถึงตลาดภาคเหนือและประเทศจีน

มองผลเชิงบวกด้านการท่องเที่ยว

ด้านการท่องเที่ยวจะพบว่าช่วยยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว ช่วยกระจายนักท่องเที่ยวให้เข้าถึงเมืองท่องเที่ยวต่างๆมากขึ้น ส่งเสริมเรื่องการคมนาคมให้มีความสะดวกและต้นทุนต่ำลง ช่วยลดระยะเวลาในการเดินทาง นอกจากนั้นจังหวัดยังสามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงฤดูท่องเที่ยวต่างๆได้มากขึ้น อีกทั้งยังทำให้เกิดเส้นทางและรูปแบบการท่องเที่ยวแบบใหม่เกิดขึ้นอีก หากไม่มีโครงการจะทำให้เสียต้นทุนค่าเสียโอกาสจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้น

ด้านผลเชิงบวกต่อการคมนาคมขนส่ง หรือโลจิสติกส์จะพบว่ามีผลต่อการเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างภูมิภาค ให้เกิดการเชื่อมต่อการขนส่งภายใต้นโยบายการค้าและการลงทุนของจีนเช่น one belt,one rode policy เชื่อมโยงเมืองหน้าด่านของระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corrridor :NESC) เชื่อมต่อเส้นทางบก R3A จากไทย-สปป.ลาว-จีน และ R3B จากไทย-เมียนมา นอกจากนั้นยังช่วยประหยัดพลังงาน ประหยัดต้นทุนการขนส่ง ลดต้นทุนการขนส่งสินค้าเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรม ลดจำนวนรถบรรทุกขนาดใหญ่ ลดการนำเข้าน้ำมันดิบในปริมาณสูง และยังช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อีกด้วย

เพิ่มมูลค่าการค้าชายแดน

เช่นเดียวกับด้านการค้าชายแดน พบว่าจะส่งผลต่อการเติบโตของมูลค่าการค้าชายแดน ทำให้เกิดการส่งออกผ่านแดนมากขึ้นที่ด่านเชียงของ ตลอดจนเชื่อมโยงถึงการเปลี่ยนถ่ายสินค้าลงเรือที่ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนได้อีกทางหนึ่งด้วย ในส่วนด้านการลงทุนและการเติบโตของเมืองนั้นจะช่วยส่งเสริมปัจจัยดึงดูดการลงทุนเนื่องจากรถไฟทำให้ลดต้นทุนการขนส่ง มีการเจริญเติบโตของความเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว และกระจายความเจริญไปสู่ชนบทได้ง่าย ดึงดูดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม

สำหรับแนวโน้มธุรกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้นนั้นผลการศึกษาบ่งบอกชัดเจนว่าจะเกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ พร้อมธุรกิจการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจการบริการ กิจกรรมสันทนาการ เกิดธุรกิจการก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ มีการซื้อขายที่ดิน สร้างบ้านอยู่อาศัย สร้างโครงการบ้านพักอาศัยขนาดใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียง และสร้างโรงงานอุตสาหกรรมเป็นต้น

จับตาผลเชิงบวกด้านการพัฒนาเมือง

นอกจากนั้นยังเกิดการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟ (Transit Oriented Development) และอาจพัฒนาต่อยอดเป็นเมืองอัจฉริยะ(Smart City) ต่อไป อีกทั้งยังเกิดการพัฒนาพื้นที่การเกษตรมากขึ้น มีการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และมีการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าการเกษตรป้อนศูนย์การขนส่งสินค้าหรือสถานีขนถ่ายสินค้าตามแนวเส้นทาง เพื่อการเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าทางราง เกิดการสร้างธุรกิจใหม่กับคนในท้องถิ่น อาจเป็นในรูปแบบของสตาร์ตอัพ(Start-up) และช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง(SMEs) ประการสำคัญจะมีการพัฒนาธุรกิจด้านการขนส่งสินค้าหรือโลจิสติกส์หลากหลายรูปแบบตามมาในที่สุด

โดยจากข้อมูลบ่งบอกว่าจะรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าเกษตร เหล็ก และผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น โดยในปี 2566 ปริมาณสินค้า 2.20 ล้านตันต่อปี ปี 2580 ปริมาณสินค้า 2.4 ล้านตันต่อปี และปี 2595 ปริมาณสินค้า 8.23 ล้านตันต่อปี โดยพบว่าได้สร้างอัตราการเติบโตของสินค้าประมาณ 4.65% ต่อปี

ดังนั้นในหลายปัจจัยความสำคัญของผลเชิงบวกต่อการพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่เส้นทางเด่นชัย-พะเยา-เชียงราย-เชียงของโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เป็นเจ้าของโครงการที่อยู่ระหว่างการเร่งขับเคลื่อนโครงการให้เกิดขึ้นโดยเร็วต่อไปนั้นจึงส่งผลทั้งในพื้นที่และภายนอกพื้นที่ได้อย่างมากมาย ทั้งทางตรงและทางอ้อม คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าเมื่อมีการลงนามสัญญาก่อสร้างหรือเริ่มตอกเสาเข็มโครงการคงจะได้พบเห็นปรากฎการณ์ใหม่ๆเกิดขึ้นตามแนวเส้นทางอย่างแน่นอนโดยเฉพาะการเพิ่มมูลทางทางเศรษฐกิจของ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบนที่เกิดจากผลเชิงบวกของโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลปัจจุบัน

(ขอขอบคุณข้อมูลอินโฟกราฟฟิกจากสศช.)