สนข.ลุยสำรวจข้อมูล 7 หมื่นครัวเรือน พัฒนาแบบจำลองด้านการขนส่ง-จราจร

สนข. จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 โครงการศึกษาสำรวจการเดินทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (Bangkok Travel Demand Survey) กำหนดพื้นที่ศึกษาของแบบจำลองครอบคลุม รวมทั้งพื้นที่ศึกษาให้มีความเจาะจงเฉพาะเขตเมือง และโครงข่ายรถไฟฟ้า M-MAP และสายสีแดงส่วนต่อขยายในอนาคต ของ 8 จังหวัด สุ่มสำรวจข้อมูลไม่น้อยกว่า 7 หมื่นครัวเรือน แล้วเสร็จตค.65

เมื่อวันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน 2564 ณ ห้อง Grand Ballroom โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพมหานคร นางวิไลรัตน์  ศิริโสภณศิลป์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เป็นประธานเปิดการสัมมนารับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 โครงการศึกษาสำรวจการเดินทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (Bangkok Travel Demand Survey)

โดยนางวิไลรัตน์ฯ กล่าวว่า สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้จัดทำโครงการศึกษาสำรวจการเดินทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (Bangkok Travel Demand Survey) โดยการจัดทำฐานข้อมูลในแบบจำลองด้านการขนส่งและจราจรระดับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (extended Bangkok Urban Model : eBUM) สำหรับการวางแผนและเสนอแนะนโยบายด้านการขนส่งและจราจร วัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการ และพฤติกรรมการเดินทางของคน การขนส่งรถบรรทุกสินค้า (Travel Demand Survey) และนำข้อมูลที่ได้มาพัฒนาแบบจำลองด้านการขนส่งและจราจรให้สอดคล้องกับความต้องการและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป

สามารถวิเคราะห์สภาพการจราจรบนโครงข่ายการเดินทางในปัจจุบันและอนาคต เพื่อใช้วางแผนการพัฒนาระบบการขนส่งและจราจร และเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศต่อสาธารณะ รวมถึงการเสนอแนะนโยบายด้านการขนส่งและจราจร การนำแบบจำลองไปใช้ในการวิเคราะห์โครงการต่างๆ และใช้ประโยชน์โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

นางวิไลรัตน์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการศึกษาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสำรวจความต้องการการเดินทางและพฤติกรรมการเดินทางของคนและการขนส่งสินค้า พัฒนาแบบจำลองด้านการขนส่งและจราจรระดับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป และศึกษาวิเคราะห์ความต้องการการเดินทางและพฤติกรรมการเดินทางของคนและการขนส่งสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมทั้งวิเคราะห์สภาพการจราจรบนโครงข่ายการเดินทางของคนและการขนส่งสินค้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลและพื้นที่ที่มีอิทธิพลต่อพื้นที่ศึกษาในปัจจุบันและอนาคต พร้อมทั้งเสนอโครงการหรือมาตรการด้านการขนส่งและจราจรที่ควรพัฒนา รวมทั้งเพื่อจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศการขนส่งและจราจรเพื่อการวางแผนการพัฒนาระบบการขนส่งและจราจร

ทั้งนี้การศึกษาโครงการดังกล่าว ได้กำหนดพื้นที่ศึกษาของแบบจำลองในเบื้องต้นจะครอบคลุมพื้นที่เขตเมืองของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งครอบคลุมพื้นที่ศึกษาให้มีความเจาะจงเฉพาะพื้นที่เขตเมือง และครอบคลุมโครงข่ายรถไฟฟ้าตามแผน (M-MAP) และรถไฟฟ้าสายสีแดงส่วนต่อขยายในอนาคต ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร พระนครศรีอยุธยา และฉะเชิงเทรา ครอบคลุม 77 อำเภอ 489 ตำบล รวมพื้นที่ประมาณ 6,630 ตารางกิโลเมตร ระยะเวลาดำเนินงานทั้งสิ้น 16 เดือน มีขอบเขตของงานโดยสรุป ดังนี้
 
➢ การศึกษา รวบรวมข้อมูล ผลการศึกษาและการดำเนินงานของโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นโยบายด้านการขนส่งและจราจรและนโยบายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผลการศึกษาและการดำเนินงานของโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ และทบทวนแบบจำลองด้านการขนส่งและจราจรระดับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (eBUM) และพฤติกรรมการเดินทางในระดับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

➢การสำรวจ วิเคราะห์ความต้องการการเดินทาง และพฤติกรรมการเดินทางของคนและการขนส่งสินค้า ประกอบด้วย
(1) การเสนอแนวคิดการสำรวจการเดินทาง (Travel Demand Survey) และการเลือกรูปแบบการเดินทาง เพื่อการพัฒนาแบบจำลองด้านการขนส่งและจราจรระดับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยกำหนดจำนวนตัวอย่าง สุ่มสำรวจข้อมูลครัวเรือน ในเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 70,000 ครัวเรือน และพิจารณาการนำข้อมูลจากแหล่งอื่น ๆ เข้ามาประกอบและเพิ่มประสิทธิภาพการสำรวจเพื่อให้เป็นไปตามหลักวิชาการ

(2) สำรวจวิเคราะห์ความต้องการเดินทาง และการเลือกรูปแบบการเดินทางในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และวิเคราะห์ความต้องการเดินทาง และ (3) สำรวจ วิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางของรถบรรทุกขนส่งสินค้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างสุ่มสำรวจไม่น้อยกว่า 10,000 ตัวอย่าง ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้า

➢ การพัฒนาและประยุกต์ใช้แบบจำลองด้านการขนส่งและจราจร ประกอบด้วย (1) ออกแบบพัฒนาโครงสร้างแบบจำลองด้านการขนส่งและจราจรในระดับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (2) วิเคราะห์และพัฒนาแบบจำลองสำหรับการเดินทางในปีฐานและปีอนาคต โดยแสดงรายละเอียดที่มาของข้อมูล และกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล รวมทั้งศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบการจราจรจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เปรียบเทียบกับสภาวะก่อนการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

(3) ศึกษาวิเคราะห์สภาพการจราจรบนโครงข่ายการเดินทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในปัจจุบันและอนาคต และเสนอโครงการหรือมาตรการด้านการขนส่งและจราจรที่ควรพัฒนาตามความจำเป็นและเหมาะสม

(4) นำเสนอวิธีการประยุกต์ใช้แบบจำลองด้านการขนส่งและจราจรไม่น้อยกว่า 5 เรื่อง

(5) จัดทำข้อเสนอแนวคิดการสำรวจข้อมูลการเดินทางและการขนส่งสินค้า และแผนการพัฒนาแบบจำลองด้านการขนส่งและจราจรที่เหมาะสมในแต่ละระดับ

(6) จัดทำและเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศจากการศึกษาโครงการ และจัดทำรายงานข้อมูลการเดินทางและการขนส่งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในรูปแบบรายงานประจำปี และ (7) ปรับปรุงคุณภาพและบำรุงรักษาสิทธิการใช้ชุด Software (User Licenses) ให้เป็นปัจจุบันและครอบคลุมการบำรุงรักษาสิทธิหลังสิ้นสุดสัญญาอย่างน้อย 1 ปี

“งานสัมมนาฯ ที่ สนข. จัดขึ้นในวันนี้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการตลอดจนรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากหน่วยงานภายในและภายนอกสังกัดกระทรวงคมนาคม รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาโครงการ สามารถใช้ฐานข้อมูลระบบขนส่งและจราจรที่เป็นฐานข้อมูลเดียวกันในการวางแผนการพัฒนาได้อย่างเหมาะสม ลดความซ้ำซ้อน ส่งผลให้การดำเนินโครงการลงทุนของภาครัฐมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ผลจากการสัมมนาสนข. จะได้นำข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะไปประกอบการศึกษาเพื่อให้การศึกษามีความสมบูรณ์ และสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป” นางวิไลรัตน์ฯ กล่าวตอนท้าย

ด้านดร.สุรศักดิ์ ทวีศิลป์ ผู้จัดการโครงการดังกล่าวกล่าวว่า งานวางแผนคมนาคมจำเป็นต้องมีการวางแผนข้อมูลอ้างอิงที่ดีและถูกต้อง ตรวจสอบที่ไปที่มาได้ด้วย ประการสำคัญข้อมูลที่ได้จะสามารถนำไปวางแผนในอนาคตได้อีกด้วย เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลเหล่านั้นไปวางแผนพัฒนาโครงการต่างๆได้อย่างสอดคล้องและเป็นปัจจุบันที่สุด เช่น วางแผนรถไฟฟ้าขนาดต่างๆ วางแผนตัดถนน เป็นต้น

“หลายๆครั้งพื้นที่รถติดไม่ได้หมายความว่าปริมาณการเดินทางมีจำนวนมาก เพียงแต่มีคนผ่านจุดนั้นจำนวนมากเนื่องจากไม่มีทางเลือกอื่นก็เป็นได้ หรืออาจเป็นเพราะการจัดการถนนไม่ดีพอ ดังนั้นหากได้ข้อมูลที่ดีจึงสามารถใส่ความต้องการต่างๆเข้าไปได้อย่างเพียงพอ ใช้งบประมาณได้ถูกที่ ได้เส้นทางที่ประชาชนต้องการจริงๆ”